ร้านดวงดี พระบูชา พระประจำบ้าน

ท่องเที่ยว ไหว้พระเก้าวัด จ.พิษณุโลก

สอบถามเพิ่มเติม 081-6254246 หรือ [email protected]
฿0.00
ไหว้พระ 9 วัด จ.พิษณุโลก ตามรอยประวัติศาสตร์เมืองสองแคววันเดียว
เหลือ 99 ชิ้น
  • หมวดหมู่ : บริการจัดงานมงคล
  • รหัสสินค้า : 000328

รายละเอียดสินค้า ท่องเที่ยว ไหว้พระเก้าวัด จ.พิษณุโลก

ไหว้พระ 9 วัด จ.พิษณุโลก

ตามรอยประวัติศาสตร์เมืองสองแคว

วันเดียว เที่ยวพิษณุโลก

(โปรแกรมที่ 1)

1-3 ท่าน = 699.- บาท

4-6 ท่าน = 599.- บาท

มากกว่า 7 ท่านขึ้นไป = 279.- บาท

(ราคานี้รวมไกด์ท้องถิ่น 1 Day Trip)

สอบถามเพิ่มเติม 081-6254246 หรือ E-mail : [email protected]

-----------------------------------------------------------

วัดที่ 1 : วัดคูหาสวรรค์

  

ตั้งอยู่ริมคูเมืองและกำแพงเมืองโบราณพิษณุโลกทิศตะวันตก  เป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมรูป พระอิริยาบถประทับยืนทรงพระแสงดาบ และไม้คานค่ายพระนเรศวรอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่มาของ "ไม้คานค่ายพระนเรศวร" อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตั้งทัพค่ายเมืองงาย จ.เชียงใหม่ เคยถูกโจรลักขโมยไปจากวัด ถึง ๔ ครั้ง แต่ต้องประสบเหตุ หลายประการ อาทิ ตอนกลางคืนได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังต่อสู้กันด้วยอาวุธกันกึกก้องจนนอนไม่หลับ หรือประสบอุบัติเหตุจึงต้องนำไม้คานค่ายพระนเรศวร มาคืนวัดทุกครั้งไป  นอกจากนี้แล้ว ภายในบริเวณวัดยังมีอาจาริยวิหารทรงไทย ซึ่งประดิษฐานรูปหล่อ "หลวงปู่พันธ์" และ "พระครูปอน" พระดีในดวงใจของชาวพิษณุโลก อดีตเจ้าอาวาส  ปัจจุบันเป็นที่เคารพสัก การบูชาของประชาชนทั่วไปมาบนบานศาลกล่าวสำเร็จสมปรารถนากันทุกวัน 

วัดที่ 2-3 : วัดราชบูรณะ และวัดนางพญา

  

  

ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกเยื้องกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ตรงข้ามกับ วัดนางพญา  เป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่ง  เข้าใจว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยก่อนรัชสมัยพระยาลิไท ก่อสร้างมานาน ๑,๐๐๐ ปีเศษ เดิมมีอาณาเขตติดต่อ กับ วัดนางพญา  ในเดือนเมษายน  พ.ศ. ๒๕๐๒  กรมทางหลวงได้ตัดถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก คือถนมิตรภาพ, ถนนนี้ตัดผ่านเข้าไปในเนื้อที่ วัดนางพญา และ วัดราชบูรณะ ไม่มีบ้านเรือนคั่นวัด มีพระอุโบสถพระวิหารหลวงตั้งอยู่ใกล้พระเจดีย์อยู่ใกล้ถนนริมน้ำ พระเจดีย์องค์นี้ฐานเป็นแปดเหลี่ยมใหญ่  และเป็นต้นกำเนิดพระเครื่อง "พระนางพญา" 1ใน 5 พระดี พระดัง "พระเบญจภาคี" ของประเทศอีกด้วย 

วัดที่ 4 : วัดอรัญญิก

  

เป็นวัดเก่าแก่โบราณสร้างนอกกำแพงเมือง ประมาณ 1 กิโลเมตรตามความนิยมของการสร้างวัด ในสมัยกรุงสุโขทัย ที่นิยมสร้างวัดในป่าและ ให้ชื่อว่า "อรัญญิก" มีลักษณะเด่น คือ

1.มีคูน้ำล้อมรอบเนินดิน

2.มีซากอุโบสถ ซากใบเสมาหิน ศิลปสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปศิลปเชียงแสน สุโขทัย และอยุธยา

3.มีเจดีย์องค์ประธานทรงลังกา มีฐานลักษณะกลม องค์ระฆังเหลือครึ่งซีก 

วัดที่ 5 : วัดจุฬามณี

  

นักวิชาการเชื่อว่าที่ตั้งของวัดจุฬามณี เป็นชุมชนเริ่มแรกของเมืองพิษณุโลก  เป็นวัดซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงผนวชนานถึง ๘ เดือน ๑๕ วันและปัจจุบันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเป็น องค์อุปถัมภ์วัดนี้ด้วย  ภายในวัด มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ขนาดใหญ่หลายองค์ เช่น หลวงพ่อเพชร หลวงพ่อขาว หลวงพ่อดำ หลวงพ่อคง

มีหลักศิลาจารึกจารึกภาษาไทย ปัจจุบันอยู่บนผนังด้านหลังมณฑป โดยศิลาจารึกดังกล่าวได้กล่าวถึงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงผนวชที่วัดนี้ มีเนินพระตำหนัก เป็นเนินดินลักษณะรูปสี่เหลี่ยม ๒ เนิน สันนิษฐานว่าเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ขณะที่ทรงผนวช 

วัดที่ 6 : วัดตาปะขาวหาย

  

เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภทไห จึงเรียกว่าบ้านเตาไห แต่ตำนานพื้นบ้านกล่าวว่า พระอินทร์จำแลงกายเป็นชีปะขาวลงมาสร้างพระพุทธชินราช เมื่อเสร็จแล้วเดินขึ้นไปทางเหนือแล้วหายตัวไปในบริเวณบ้านเตาไห หรือบ้านตาปะขาวหาย พบซากเตาเผาโบราณอยู่ไต้คินมากกว่า 100 เตา ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขุดแสดงไว้ให้ชมอีกด้วย 

วัดที่ 7 : วัดธรรมจักร

   

เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยท่านเจ้าอาวาสได้เล็งเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนที่เลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนาที่เข้ามาบวชแล้วสมควรที่จะได้รับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป  ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเป็นศาสนทายาทที่ดี ปลูกฝังคุณธรรมนำไปเผยแผ่แก่สังคมให้เข้าใจในการศึกษาพระปริยัติธรรมได้  จุดเด่นคือความงามของโบสถ์ศาลา ที่ได้บูรณจากเจ้าคณะจังหวัดเสมอ 

วัดที่ 8 : วัดเทพกุญชร (วัดโคกช้าง)

  

วัดแห่งนี้คือสถานที่เลี้ยงช้างศึกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตำนานเดิมมีว่าหลวงพ่อจันทร์.ผู้ตั้งชื่อ”โคกช้าง”เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเอกาทศรถมหาราช ที่ทรงเสด็จมาประทับเลี้ยงช้างศึกทั้งจะซ้อมรบให้บ่อย ที่วัดแห่งนี้  มีคลองน้ำยาวเมื่อสมเด็จพระนเรศวรรบชนะกลับมา ก็จะนำช้างศึกปล่อยลงเล่นน้ำคลองหน้าวัดนี้ รวมถึงการซ้อมรบด้วย  ท่านมีช้างศึกคู่บารมีหลายเชือก เช่น พลายทอง พลายเงิน พลายแก้ว พลายงาน เป็นต้น เมื่อพระองคืมีชัยในการศึกกลับมา ก็จะทรงเลื่อนตำแหน่งช้างศึกนั้นโดยตั้งชื่อเป็นเจ้าพระยา คือเจ้าพระยาแสนพลพ่าย เจ้าพระยานุภาพ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี  ปัจจุบันยังทางวัดได้เก็บกะโหลกช้างเก่าคู่บ้านคู่เมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ขุดจากใต้ดิน และในน้ำแสดงไว้ให้ดูอีกด้วย 

 วัดที่ 9 : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ (วัดใหญ่)

   

สร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัยและเป็นพระอารามหลวงมาแต่เดิม เพราะได้พบหลักฐานศิลาจารึกสุโขทัย มีความว่าพ่อขุนศรีนาวนำถมทรงสร้างพระทันตธาตุสุคนธเจดีย์   มีพระปรางค์อยู่กลาง มีพระวิหาร 4 ทิศ  ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2458พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหารเมื่อ พ.ศ. 2458ปัจจุบันจึงมีชื่อเต็มว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธชินราช หรือเรียกว่า"หลวงพ่อใหญ่" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปที่หล่อด้วยสำริดปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยตอนปลายหน้าตักกว้าง 5 ศอก1 คืบ5 นิ้วสูง 7 ศอก หล่อในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1(พญาลิไท) ซึ่งได้สร้างพระพุทธชินราชพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา เป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย

ด้วยพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย เส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระพักตร์ค่อนข้างกลมพระขนงโก่ง พระเกตุมาลาเป็นรูปเปลวเพลิง มีลักษณะพิเศษ เรียกว่า "ทีฆงคุลี" คือที่ปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่นิ้วยาวเสมอกัน   "ซุ้มเรือนแก้ว" ทำด้วยไม้แกะสลัก สร้างในสมัยอยุธยา แกะสลักลำตัวคล้ายมังกร แต่มีงวงคล้ายช้าง อยู่ตรงปลายซุ้ม และมีลำตัวเหรา คล้ายจระเข้ อยู่ตรงกลางซุ้ม  มีเทพอสุราปกป้องพระองค์อยู่สองตน คือ "ท้าวเวสสุวัณ" และ "ยักษ์อารวก"  

ในตำนานการสร้างพระพุทธชินราชกล่าวว่า พระพุทธชินราชสร้างในสมัยพระศรีธรรมไตรปิฎก (พระยาลิไท) ได้สร้างขึ้นพร้อมกับ "พระพุทธชินสีห์" และ "พระศรีศาสดา" ใช้ช่างจากเมืองศรีสัชนาลัย และเมืองหริภุญชัย   ในระหว่างการเททองปรากฏว่าหล่อได้สำเร็จเพียงสององค์   ส่วนพระพุทธชินราชทองแล่นไม่ตลอด ต้องทำพิมพ์หล่อใหม่ถึงสามครั้ง  ครั้งสุดท้าย "พระอินทร์" ได้แปลงกายเป็น "ชีปะขาว"  มาช่วยเททองหล่อเมื่อ วันพฤหัสบดีขึ้นสองค่ำ เดือนหกปีมะเส็ง นพศกจุลศักราช 319 จึงหล่อได้สำเร็จบริบูรณ์   

ปัจจุบัน "พระพุทธชินสีห์" และ "พระศรีศาสดา" ได้ถูกอันเชิญไปประดิษฐานที่วัดบวรนิ เวศวิหาร กรุงเทพฯ ทางวัดจึงได้หล่อองค์จำลองขึ้นแทน   ส่วนทองที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราช  พระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดาแล้ว  พระยาลิไทรับสั่งให้ช่างนำเศษทองสัมฤทธิ์ ที่เหลือนำมารวมกันหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดเล็ก หน้าตักกว้าง 1 ศอกเศษ เรียกชื่อพระพุทธรูปนี้ว่า“พระเหลือ” ซึ่งประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถนั่นเอง 

ส่วนพระปรางค์ประธานนั้น  เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  สร้าง ในรัชสมัยของพ่อขุนศรีนาวนำถม ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี จนถึง ณ ปัจจุบัน

สินค้าที่เกี่ยวข้อง ท่องเที่ยว ไหว้พระเก้าวัด จ.พิษณุโลก